ยินดีต้อนรับ

Asst. Prof. Dr.Natdhnond Sippaphakul

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

บทพิเคราะห์ "จากปรัชญา ลัทธิ สู่ศาสนา"

บทพิเคราะห์ "จากปรัชญา ลัทธิ สู่ศาสนา"

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล



           ปรัชญาทั้งหลายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ก็ล้วนเป็นความรู้ทางโลก แม้จะศึกษาปรัชญาจนจบเป็นล้านๆครั้ง และจบมาแล้วเป็นล้านๆภพ ก็มิอาจทำให้ผู้นั้นสำเร็จวิชาที่แท้จริงได้ เพราะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ เกิดมาแล้วก็ต้องเรียนใหม่ทุกภพชาติไปไม่สิ้นสุด มีแต่วิชาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่สามารถเรียนจบได้คือ วิชาพระอรหันต์ เพราะเมื่อบุคคลใดเรียนจบแล้ว ไม่ต้องหวนกลับมาเกิดเพื่อเรียนรู้โลกนี้อีกต่อไป ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ทั้งหลาย จงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยธรรม ธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีปรัชญาหรือแม้แต่ศาสนาอื่นใดจะมาเทียบเคียงได้ ลองพิจารณาด้วยเหตุแลผลเถิด

           สัจธรรมที่เที่ยงคือ แม้จะเป็นยุคใดสมัยใด จะเป็นเมื่อล้านปี แสนปี หมื่นปี พันปี ร้อยปีที่ผ่านมา หรือในอนาคตข้างหน้าก็ตาม สังคมบนโลกใบนี้ ก็ล้วนต้องมีคนหลากหลายปะปนกัน ทุกกาลสมัยล้วนต้องมีการเกิด เป็นเด็ก คนหนุ่ม คนแก่ มีการเจ็บ การตาย มีผู้นำ ผู้ตาม คนจน คนรวย ผู้มีอำนาจ กษัตริย์ นักรบ ข้าทาส นักบวช นักปราชญ์ นักการเมือง นักการปกครอง นักกฎหมาย มีกฎ มีระเบียบ มีสารพันความวุ่นวายแตกต่างกันไป แต่ความเสมอภาคกันของมนุษย์ คือ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่ในฐานะอะไร จะเกิดในตระกูลแลเชื้อชาติใด จะยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยแค่ไหน ก็ล้วนเจอแต่ความวุ่นวายไม่สิ้นสุด หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้เลย มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อยเท่านั้น และหนีไม่พ้นความเจ็บความตายไปไม่พ้น

            เมื่อผู้คนเกิดมามากมายบนโลกใบนี้แล้ว จึงมีผู้มีปัญญาจำนวนหนึ่งได้พยายามแสวงหาวิธีที่จะทำให้ตนเองแลผู้อื่นได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติแลสงบร่มเย็น จึงเกิดนักปราชญ์ นักปรัชญา และศาสดาขึ้นมามากมาย แต่นั้นก็เป็นเพียงการทุเลาให้สังคมวุ่นวายน้อยลงเท่านั้น แต่ไม่มีผู้ใดหรือศาสดาอื่นใดเลย ที่จะนำพาให้มนุษย์พ้นจากวัฏฏะสงสารไปได้ ก็มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่รู้แจ้งแห่งหนทางทางพ้นทุกข์นี้ นอกนั้น จึงเป็นผู้รู้แต่ทางโลกและยังหลงอยู่ในวัฏฏะสงสารเท่านั้น

            อย่างไรก็ตาม ปรัชญาทั้งหลายก็ยังมีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ในสังคมหนึ่ง พระพุทธศาสนาก็ยังมีความจำเป็นสำหรับบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง ศาสนาอื่นก็ยังมีคุณต่อผู้คนอีกกลุ่มหนึ่ง นี้แหละความหลากหลายบนโลกธาตุนี้ และจะยังมีต่อไปไม่สิ้นสุดจนกว่า โลกธาตุนี้จะระเบิดและแตกสลายไป เมื่อโลกนี้กลับมาเกิดอีกครั้ง วังวนแลวัฏจักรนี้ก็จะหวนกลับมาเป็นดังเดิมอีกครั้ง แลเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่สิ้นสุด 

            ปรัชญา อภิปรัชญา ลัทธิ หรือศาสนาใดศาสนาหนึ่งนั้น ย่อมบังเกิดขึ้นมาตามเหตุปัจจัย สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนสอดคล้องกับสังคมนั้น ประเทศนั้น ในกาลเวลานั้น จึงเหมาะที่จะใช้กับสังคมหรือประเทศนั้นๆ ในกาลเวลาหนึ่ง จึงอาจไม่เหมาะกับสังคมอื่น ประเทศอื่น หรือแม้แต่แหล่งต้นกำเนิดเอง ดังจะเห็นได้จากวิวัฒนาการของลัทธิเต๋า ที่มีความเปลี่ยนแปลงและปรับตัวไปตามสังคมใหม่ไม่สิ้นสุด แต่แก่นของเต๋านั้นอาจมีเหลืออยู่ เช่นเดียวกันกับศาสนาพุทธ เมื่อภายหลังต่อมาจนถึงปัจจุบัน แก่นของพุทธได้ถูกบิดเบียนไป แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แต่ธรรมะที่แท้จริงนั้นยังมีอยู่ เพราะพระอรหันต์เจ้าเป็นผู้สืบทอดธรรมนั้นเรื่อยมา แม้จะมีน้อยมากขึ้นก็ตาม แต่พระอรหันต์เจ้าและธรรมจริงของพระพุทธเจ้า จะยังคงอยู่ต่อไป ตราบจนสิ้นกาลของพระพุทธศาสนา 5,000 ปี ผู้มีปัญญาจะสามารถค้นพบวิถีของพุทธที่แท้จริงได้

           ท่านทั้งหลาย สรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งสมมุติที่เกิดมีขึ้นในโลกใบนี้ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว จะทรงตัวหรือดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่งและแปรปรวนไปในระยะหนึ่ง สุดท้ายก็จะดับสลายหายไปในที่สุด นี่คือสัจธรรมของโลกธาตุนี้ แล้วท่านจะเลือกเดินทางตามวิถีของปรัชญา ลัทธิ หรือศาสนาใด ก็จงเลือกเอาเองเถิด ส่วนผมเห็นทางสว่างแห่งความพ้นทุกข์แล้ว จึงไม่ลังเลสงสัยในการที่จะก้าวตามรอยบาทแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อถึงที่สุดแห่งธรรม

            ขอเจริญในธรรม
            ดร.นนต์
            17 กันยายน 2555

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น